|
|
|
|
|
|
|
|
กก.ผู้จัดการใหญ่ กสท พิจารณาแผนซื้อกิจการบริษัท ฮัทชิสัน ก่อนเสนอ รมว.ไอซีที ล่าสุดจะเสนอ ครม.วันที่ 7 เม.ย.2553…
เมื่อ เร็วๆ นี้ นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT กล่าวว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 7 เม.ย. จะมีวาระการพิจารณาแผนซื้อกิจการบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวเลส มัลติมีเดีย จำกัด หรือ ฮัซท์ ผู้ทำการตลาดฮัทช์ ซีดีเอ็มเอ 25 จังหวัดภาคกลาง มูลค่า 7,500 ล้านบาท โดย ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที จะเสนอต่อ ครม. ทั้งนี้ วาระการซื้อกิจการฮัซท์นั้น จากเดิมจะต้องเข้าสู่การพิจารณาเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากมีเหตุการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่ง ชาติ หรือ นปช.จึงทำให้วาระดังกล่าวต้องเลื่อนออกไป
ทั้งนี้ หลังจากซื้อกิจการฮัทช์เรียบร้อยแล้ว กสท มีแผนรีแบรนด์โทรศัพท์เคลื่อนที่ซีดีเอ็มเอทั่วประเทศให้เป็นชื่อเดียวกัน และจะไม่ใช้ชื่อฮัทช์หรือซีดีเอ็มเอ เพราะไม่มีผู้ให้บริการรายใดใช้ชื่อเทคโนโลยีมาเป็นแบรนด์สินค้า ขณะเดียวกัน มีชื่ออยู่ในที่ประชุมคณะกรรมการไว้ให้เลือกประมาณ 3-4 ชื่อ หาก ครม.อนุมัติจะเปิดเผยรายชื่อดังกล่าวให้ทราบต่อไป
“การเสนอต่อ ครม.วันนี้ จะต้องเข้าไปร่วมชี้แจงรายละเอียดทั้งหมด โดยมี รมว.ไอซีทีเป็นคนนำเสนอให้ อย่างไรก็ตาม สมมติว่าหากรัฐบาลประกาศยุบสภาจริง ก็จะไม่มีผลกระทบต่อการอนุมัติโครงการ เนื่องจากจะต้องมีรัฐบาลรักษาการอยู่แล้ว ขณะเดียวกันยังวางแผนที่จะเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (ARPU ) จากเดิมอยู่ที่ 400 บาทต่อเลขหมาย ด้วยการเน้นให้บริการไวเลสบรอดแบนด์เป็นหลัก เพราะ ARPU ของบริการดังกล่าวเฉลี่ยอยู่ที่ 700 บาท” จิรายุทธ กล่าว
กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ กสท กล่าวอีกว่า การควบรวมกิจการของฮัทซ์ จะทำให้ กสท มีโครงข่าย CDMA 2001X ทันทีทั่วประเทศ เพราะโครงข่ายที่ กสท ได้ซื้อจากฮัทช์จะถูกอัพเกรดเป็น CDMA 2001X ทั้งหมดซึ่งผลให้ กสท กลายเป็นผู้ให้บริการ 3จี ทั่วประเทศรายแรกของประเทศไทยทันที นอกกจากนี้ ยังทำให้กสท มีรายได้เข้ามาทันทีในช่วงปีแรกอยู่ที่ประมาณ 4 พันล้านบาทบวกกับลูกค้าอีก 1.5 ล้านราย
ก่อนหน้านี้ กสท ได้พูดคุยกับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ในการเช่าใช้สถานีฐาน ซีดีเอ็มเอ ของ กสท หลังจากซื้อกิจการแล้วเสร็จ เพื่อที่จะให้ลูกค้าของ ทีโอที ได้ใช้โครงข่ายร่วมกับ กสท อีกทั้ง ยังเป็นการรองรับ 3จี ทั่วประเทศของทีโอที ในทางกลับกัน กสท ก็จะลดภาระค่าบริหารจัดการสถานีฐานลงอีกด้วย เช่น ค่าเช่าที่ตั้งเสา ค่าไฟ เป็นต้น ประกอบกับหากอนาคตจุดใดมีสถานีฐานของทีโอที กสท ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปลงทุนสร้างทับซ้อน แต่จะไปเช่าใช้แทน
อย่าง ไรก็ตาม การร่วมมือกับบริษัทรัฐวิสาหกิจก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยให้ประหยัดต้นทุนค่า ใช้จ่าย เพราะการลงทุนโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่กว่า 60% มาจากการสร้างสถานีฐาน ส่วนค่าใช้จ่าย ในด้านซอฟต์แวร์มีเพียง 30% เท่านั้น ดังนั้นหากทีโอทีมาเช่าใช้สถานีฐานของกสท ก็จะสามารถประหยัดต้นทุนในการสร้างสถานีฐานเป็นอย่างสูง คือ ได้ประโยชน์ร่วมกัน
“แนวทางดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้อง การให้รัฐวิสาหกิจลดการลงทุนซ้ำซ้อนกัน และยังเป็นการเกื้อหนุนการดำเนินธุรกิจระหว่างกัน ขณะนี้ทั้งทีโอทีและกสท ได้มีการหารือภายในเรื่องนี้แล้ว และคาดว่าเร็วๆ นี้จะเจรจาเพื่อนำมาซึ่งข้อตกลงร่วมกันต่อไป”
ส่วนกรณีการเตรียมการ รับมือผลกระทบจากพ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่มาตรา 78 (3) ที่ระบุให้รัฐวิสาหกิจนำจ่ายรายได้จากสัมปทานเข้ารัฐทั้งหมดนั้น กสท ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวควบคู่ไปกับการพยายามแปรสัญญา สัปทานไปอยู่ในรูปแบบอื่นแทน เช่นสัญญาเช่า แปรเป็นหุ้น เพื่อไม่ต้องนำส่งรายได้เข้ารัฐทั้งหมด โดย กสท จะเร่งดำเนินการแปรสัญญาสัมปทานให้เสร็จก่อนที่กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปีหลังจากกฎหมายบังคับใช้
กสท ได้มีแผนรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจาก 2 ประเด็นสำคัญ คือ ส่วนแบ่งรายได้สัมปทานตามมาตรา 78(2) และการเตรียมเปิดประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) 3จี ช่วงคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรต์ซ ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เนื่องจากมีข่าวออกมาว่า กทช.จะแบ่งใบอนุญาตออกมาเป็น 3 ใบ ที่เป็นไปได้ที่ผู้ให้บริการมือถือที่เป็นเอกชนทั้ง 3 รายจะได้ไป กสท จึงต้องเร่งดำเนินควบรวมกิจการฮัทซ์ให้ได้โดยเร็ว และยังยืนยันแผนเดิมที่จะร่วมทุนกับบริษัทต่างประเทศในการเข้าประมูล 3จี ด้วย
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันสัมปทานทำสัดส่วนรายได้เข้ากสท สูงถึง 60% โดยที่ผ่านมา กสท ได้เตียมการ เพียงการรองรับสัมปทานหมดด้านการเพิ่มบริการใหม่ขึ้นมาทำรายได้ทดแทนโดยการ ซื้อฮัทช์จะเป็นบริการแรกที่ทำรายได้ทันทีส่วน การโครงการ FTTX และดิจิตอลทั้งก์โมบายจำทำรายได้ให้กสทในปี 2554 โดยกสทเชื่อว่าในปี 2555 กสท จะมีรายได้จากบริการของตัวเองเกินครึ่งของรายได้รวม
“ทั้ง 2 กรณีส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับการดำเนินงานของกสท ในอนาคตอย่างแน่นอน เนื่องจากกสท มีรายได้จากสัมปทานถึง 60% ซึ่งรวมถึงกำไรเกือบทั้งหมด ขณะที่ยังมีภาระผูกพันกับโครงการที่เซ็นสัญญาไปแล้ว และอยู่ระหว่างเตรียมแผน อีกทั้งในปีนี้โครงการที่ลงทุนแลสามารถสร้างเม็ดเงินให้กับ กสท จะมีแต่ซีดีเอ็มเอ”
นายจิรายุทธ กล่าวด้วยว่า แม้ปี 2553 นี้ กสท จะมีแผนการลงทุนสูง อาทิ การซื้อกิจการฮัทช์ 7.5 พันล้านบาท โครงการ FTTX 6 พันล้านบาท และขยายพื้นที่ให้บริการ CDAM 3.8 พันล้านบาท รวมเป็นงบประมาณอยู่ที่ 17,300 ล้านบาท ก็ไม่ทำให้กสทมีสภาพคล่องทางการเงินเพราะปัจจุบันกสทมีกระแสเงินสดอยู่ในมือ ราว 3 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ ปีนี้ กสท ได้ประมาณการณ์รายได้ไว้ที่ 5 หมื่นล้านบาท จากปี 2552 ที่ผ่านมามีรายได้ 4.7 หมื่นล้านบาท
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ 7 เมษายน 2553
วันที่ 7 เมษายน 2010 16:12 น.
|
|
|
|
|